มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ลิขสิทธิ์ (Copyright) กันครับ

พอดีอ่านบล๊อกของพี่นัท เรื่อง Copyright, create or destruct? #1 (Cubic Blog)

ซึ่งได้พูดถึงคำว่า ลิขสิทธิ์ (Copyright), ผลงานสร้างสรรค์ รวมถึง การจดลิขสิทธิ์จะจดได้อย่างไร ลิขสิทธิ์ก็หมดอายุได้นะครับ และ อย่างไรถึงจะเรียกว่าละเมิด

ซึ่งผมเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก แนะนำให้อ่านเลยครับ

————————————————————————-

Copyright, create or destruct? #1 (Cubic Blog)

ลิขสิทธิ์ คำนี้หลายๆ คนคงเคยได้ยินครับ และเดี๋ยวนี้คงได้ยินบ่อยมากด้วย

แต่คิดว่า เข้าใจเรื่องเกี่ยวกับลิขสิทธิ์กันมากแค่ไหนครับ?

ลิขสิทธิ์ (Copyright) ถ้าว่ากันง่ายๆ นั้นหมายถึง “สิทธิ์ในผลงานสร้างสรรค์”

เนื่องจากผลงานสร้างสรรค์ ไม่เหมือนทรัพย์สินอื่นๆ ทั่วไป เช่นโต๊ะ เก้าอี้ คอมพิวเตอร์ หรืออื่นๆ ที่สามารถแสดงความเป็นเจ้าของ แลกเปลี่ยน ซื้อขายกันได้ง่ายๆ แต่ผลงานสร้างสรรค์สามารถถูกทำซ้ำ (copy) ได้โดยที่ต้นฉบับยังอยู่ดี (ต่างกับถ้าเรามีรถ เราขายรถ เราก็ไม่มีรถ เราไม่สามารถก๊อปปี้รถขายให้คนอื่นได้ทันที)

เนื่องจากถูกก๊อปปี้ได้ เลยต้องมีการกำหนดสิทธิ์ในการก๊อปปี้ (copyright)

ในวันนี้อยากจะมาพ่นเรื่องนี้สักเล็กน้อย เพราะจะหงุดหงิดใจทุกครั้งที่เห็นคนรอบตัวสับสนและไม่เข้าใจกับเรื่องของ “ลิขสิทธิ์” กันอย่างถ่องแท้ นำไปสู่ทัศนคติที่ไม่ถูกต้องที่มีต่อกฎหมายลิขสิทธิ์ (จะด่าว่าดีหรือไม่ดี ก็น่าจะเข้าใจจริงๆ ซะก่อนดีกว่ามั้ย?)

ผลงานสร้างสรรค์

หลายๆ คนจะสับสนว่า ผลงานสร้างสรรค์ที่สามารถมีลิขสิทธิ์ได้มีอะไรบ้าง? สำหรับในประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 6 วรรค 1 ได้ระบุไว้ว่า

“งาน อันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่งานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ของผู้สร้างสรรค์ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธีหรือรูปแบบอย่างใด”

ถ้าสรุปง่ายๆ ก็แทบจะเป็นทุกอย่างที่เป็นงานศิลปะ สื่อใดๆ ที่สามารถเผยแพร่ผ่านตัวกลางได้

ซอฟท์แวร์ (โปรแกรมคอมพิวเตอร์) จึงถือเป็นหนึ่งในนั้น เพราะสามารถบันทึกลงในตัวกลางได้

ทั้งนี้ ตามมาตรา 6 วรรค 2 ได้มีข้อยกเว้นไว้ดังนี้

“การ คุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่คลุมถึงความคิด หรือขั้นตอน กรรมวิธีหรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงาน หรือแนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์”

ซึ่ง อันนี้เป็นหลายๆ สิ่งที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ และสับสน เพราะเมื่อใดก็ตามที่เป็นความคิด (ไอเดีย) ขั้นตอนกระบวนการ กระบวนวิธี จะต้องเป็นสิทธิบัตร (patent) ซึ่งมีรูปแบบการคุ้มครองที่แตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง

และที่สำคัญที่สุด การค้นพบทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ ไม่สามารถจดทะเบียนเพื่อป้องกันการนำไปใช้ใดๆ ได้ทุกกรณี (ความจริงทางวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นทรัพย์สินของมนุษยชาติ)

จดลิขสิทธิ์

อีกสิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปเข้าใจกันผิดๆ คือลิขสิทธิ์ต้องได้รับการจดทะเบียนจึงจะได้รับการคุ้มครอง

แต่แท้จริงแล้ว ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ในส่วนที่ 2 ได้ระบุไว้ยาวมาก (หลายมาตรา) แต่ถ้าสรุปง่ายๆ คือ จะได้รับการคุ้มครองทันทีเมื่อสร้างสรรค์ผลงาน หรือโฆษณาผลงานนั้นๆ (การโฆษณา หมายถึงนำงานนั้นเสนอสู่สาธารณะ เช่นเพลงออกวิทยุ หนังออกฉาย หนังสือตีพิมพ์ โปรแกรมอัปให้ดาวน์โหลดบนเน็ต บลาๆ)

เพราะฉะนั้นเมื่อใดก็ตามที่ใครสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมา ถ้าไม่ขัดแย้งกับส่วนใดก็ตามในส่วนที่ 2 ของพระราชบัญญัติฯ (เช่น ไม่ใช่คนไทย และไม่ได้นำเสนองานในประเทศไทยหรือประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วย การคุ้มครองลิขสิทธิ์) ก็จะได้รับการคุ้มครองทันที

ระวังหมดอายุ!

และบางคนอาจจะไม่ทราบ ว่าลิขสิทธิ์มีวันหมดอายุ!

โดยทั่วไป ลิขสิทธิ์จะหมดอายุ (กลายเป็นทรัพย์สินของสาธารณะ ใครเอาไปใช้อย่างไรก็ได้) เมื่อผู้สร้างสรรค์ผลงานเสียชีวิตไปแล้ว 50 ปี

ทั้งนี้ยกเว้น หากผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือใช้นามแฝง หรือระบุตัวตนไม่ได้ และยกเว้นงานประเภทภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียงหรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพ งานที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการจ้างหรือตามคำสั่ง รวมถึง ศิลปประยุกต์ ให้นับจากวันที่โฆษณา

แต่ถ้าหากการโฆษณาเกิดขึ้นหลังจากการสร้างสรรค์ผลงาน 50 ปี จะถือว่าหมดอายุทันทีเช่นกัน (ห้ามดอง)

เพราะฉะนั้น งานสร้างสรรค์หลายๆ อย่างที่เป็นอมตะ เช่นนิทาน หรือนิยายบางเรื่อง หรือเพลงบางเพลง จึงอาจจะกลายเป็นของสาธารณะ (public domain) และทุกคนสามารถนำมาใช้ได้อย่างอิสระ

อย่างไรถึงเรียกว่าละเมิด?

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นที่สับสนมากๆ (และก็มักจะต้องมาเถียงกันประจำ) ว่าแบบไหนถึงเรียกว่าละเมิด

ตามพรบ. มาตรา 27 - 31 มีการระบุไว้โดยละเอียด โดยแยกเป็นกรณีๆ ตามรูปแบบของสื่อสร้างสรรค์ แต่ส่วนใหญ่จะสรุปได้ง่ายๆ ดังนี้

1.ทำซ้ำ ดัดแปลง แก้ไข (ต่อให้เอามาดูเองก็ตาม) เช่นการ rip CD มาเป็น WMA หรือ MP3 ฟังในเครื่อง (ต่อให้ฟังคนเดียวก็ตาม) และไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วนก็ตาม
2.เผยแพร่ต่อสาธารณะชน รวมถึงการส่งต่อให้คนอื่น ไม่ว่าจะเพื่อการค้าหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วนก็ตาม
3.และหากนำงานที่ละเมิดมาก่อนหน้านี้แล้ว มากระทำการใดๆ ตามข้อ 1 หรือ 2 ก็ตาม ก็จะผิดไปด้วย (ติดร่างแห)

ทั้งนี้ ต้องให้เข้าใจสุดๆ ว่า ที่ว่าผิดนี้ ถือว่าเป็นความผิดทางแพ่ง นั่นหมายความว่า ต้องมีผู้เสียหายเป็นผู้ร้องทุกข์เท่านั้น เพราะฉะนั้น ถ้าสมมุตินาย A เห็นนาย B ก๊อปปี้เพลง นาย A ไม่สามารถไปฟ้องศาลได้เอง แต่นาย A ต้องไปบอกให้เจ้าของเพลงเป็นคนฟ้องศาล ถึงจะได้

ทั้งนี้ ต้องเข้าใจอีกด้วยว่า ตามที่กฎหมายบัญญัตินี้เป็นขอบเขตสูงสุดที่เจ้าของผลงานสามารถเรียกร้องได้ นั่นหมายความว่า เจ้าของผลงานสามารถกำหนดสิทธิ์ของตนเองได้เสมอ (เช่น อาจจะอนุญาตให้ส่งต่อให้บางคน หรืออนุญาตให้ก๊อปไว้ฟังเอง บลาๆ)

เพราะฉะนั้น การละเมิดลิขสิทธิ์ ต้องถือว่าไม่ใช่ความผิดต่อรัฐ แต่เป็นความผิดต่อเจ้าของผลงานสร้างสรรค์นั้นๆ

แต่ก็มียกเว้นเหมือนกัน

ทั้งนี้ กฎหมายก็มีข้อยกเว้นในหลายๆ กรณีเช่นเดียวกัน (เพราะถ้าไม่มีข้อยกเว้นเลยก็คงทำอะไรกันไม่ได้สักอย่างพอดี) ซึ่งจุดนี้เป็นอีกจุดที่บางครั้งคนไม่เข้าใจ ก็จะมีทั้งเจ้าของผลงานโวยวายทั้งๆ ที่ตามกฎหมายแล้วเค้าใช้ได้ หรือมีทั้งคนจะใช้ไม่กล้าใช้เพราะกลัวละเมิดลิขสิทธิ์ แล้วก็ไปหงุดหงิดกฎหมายว่าโหด

ในมาตรา 32 ได้มีการกำหนดข้อยกเว้นไว้ดังต่อไปนี้

1.วิจัยหรือศึกษา โดยไม่ได้ทำเพื่อหากำไร เช่นโหลดเพลงมาฟังเพื่อศึกษา อันนี้ได้ แต่ถ้าศึกษาแล้วไปทำกำไร อันนี้ก็ต้องตีความกันต่อไป
2.ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือญาติสนิทในครอบครัว
3.ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการอ้างถึงเจ้าของผลงาน
4.เสนอรายงานข่าวทางสื่อมวลชนโดยมีการอ้างอิงถึงเจ้าของผลงาน เพราะฉะนั้นตามข้อ 3-4 นี้ การรีวิวภาพยนตร์ หรือเอาภาพจากภาพยนตร์ จากเกม หรืออะไรมารีวิวก็ถือว่าไม่ผิด
5.ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดงเพื่อใช้ในศาลหรือกระบวนการยุติธรรม
6.ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดงเพื่องานสอน โดยไม่ได้ทำเพื่อกำไร
7.นำมาใช้ในการถามหรือตอบข้อสอบ

นอกจากนี้ ยังมีข้อยกเว้นในมาตราอื่นๆ บ้าง ดังต่อไปนี้

มาตรา 36 อนุญาตให้มีการแสดงเพลงที่มีลิขสิทธิ์ แต่แสดงโดยที่ไม่ได้เก็บค่าเข้าชม ผู้แสดงไม่ได้ค่าแสดง หรือทำเพื่องานศุกล
มาตรา 37 การถ่ายภาพ วาดภาพ ถ่ายภาพยนตร์ หรืออื่นๆ ที่เป็นการถอดแบบงานศิลปกรรมใดๆ ที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะ (เช่น อนุเสาวรีย์ หรือภาพวาดผนัง)
มาตรา 38 การถ่ายภาพ วาดภาพ ถ่ายภาพยนตร์สิ่งปลูกสร้างใดๆ
มาตรา 39 การถ่ายภาพ วาดภาพ ถ่ายภาพยนตร์ที่มีชิ้นงานสร้างสรรค์นั้นๆ ประกอบอยู่ (เช่น ในละครอาจจะมีเพลงเปิดอยู่)
ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ เราถือว่าเป็นการใช้ผลงานสร้างสรรค์อย่างชอบธรรม (fair use) ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ และกฎหมายก็อนุญาต ซึ่งบางคนจะเข้าใจผิดว่าลิขสิทธิ์จะปิดกั้นสิ่งเหล่านี้ เลยทำให้คิดว่ากฎหมายลิขสิทธิ์นี่มันเกินไป

ไอเดียไม่ใช่ลิขสิทธิ์

สำคัญมากอีกอย่างคือ ไอเดียไม่ใช่ลิขสิทธิ์ เพราะฉะนั้น ลิขสิทธิ์ไม่ได้ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ เช่น ถ้ามีใครวาดงานศิลปะเป็นรูปม้ากระทืบโลง ไม่ได้แปลว่าจะไม่สามารถมีใครวาดภาพม้ากระทืบโลงได้อีก ยกเว้นแต่เป็นการจงใจวาดเลียนแบบโดยสิ้นเชิง อันนี้ก็ต้องมาตีความกันอีก (ซึ่งถ้าเลียนแบบโดยสิ้นเชิงก็ไม่ใช่ความคิดสร้างสรรค์อยู่ดี)

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องระลึกไว้เสมอด้วยก็คือว่ากฎหมายลิขสิทธิ์เป็นเพียงข้อสรุปทั่วไป หากไม่ได้มีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นเท่านั้น ทั้งนี้ เจ้าของผลงานสร้างสรรค์มีสิทธิ์ที่จะกำหนดสิทธิ์ให้กับผลงานนั้นๆ ได้อิสระ (โดยที่ไม่เกินนอกเหนือจากข้อยกเว้นในพระราชบัญญัติ)

สรุปประเด็นที่อยากจะสื่อก็คือว่า กฎหมายลิขสิทธิ์ก็เหมือนกับอีกหลายๆ อย่างที่มีทั้งดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับว่าจะนำมันไปใช้อย่างไร

จากตรงนี้จะทำให้เราได้ข้อสรุปบางอย่าง เช่นการแปลงเพลงจาก CD เป็น MP3 มาฟังเองควรจะรอด (ถ้าไม่ได้เอา MP3 ไปขาย) หรือการรับไฟล์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ (เช่นเป็นคนโหลดมา ไม่ใช่คนปล่อยโหลด) อาจจะไม่ผิด (ถึงแม้ว่าจะผิดมาตรา 27 แต่ว่าอาจจะผ่อนผันได้จากมาตรา 32 ข้อ 2)

อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นที่สำคัญมากสำหรับซอฟท์แวร์ทั่วไป (เช่นลงวินโดวส์ หรือออฟฟิศ) ที่ถึงแม้จะโหลดมา ไม่ได้ส่งต่อ ก็อาจจะผิดได้เช่นเดียวกัน

ไว้ต่อภาคสองครับ เหนื่อยแล้ว…

ปล. จริงๆ กฎหมายลิขสิทธิ์ (copyright) สิทธิบัตร (patent) และเครื่องหมายการค้า (trademark) สามอย่างนี้น่าสนใจนะครับ ถ้าจะเรียนรู้ไว้

ปล2. จริงๆ ก็ทุกกฎหมายน่ะแหละครับ

อ้างอิง: http://th.wikisource.org/wiki/พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์_พ.ศ._๒๕๓๗

————————————————————————-

ขออนุญาตพี่นัทว่าไว้ ณ ที่นี่ด้วยครับ


About this entry