อุปกรณ์ input และ output

From CPE SKE Wiki

Jump to: navigation, search

Contents

[edit] อุปกรณ์ input

[edit] Keyboard

  • ใช้เทคนิคแบบสวิตช์
  • มีลูกเล่นคือ ปุ่มบางอันสามารถกำหนดได้เช่น ปุ่มwindow
  • มีการต่อวงจรแบบ Matrix ทำให้เป็นการประหยัด
  • การทำงาน เมื่อ cpu เริ่มปล่อยไฟที่แถวที่ 1 ดูว่ามีตรงไหนลัดวงจร ถ้าไม่มีจะเปลี่ยนแถวไปเรื่อยๆ แล้ววนกลับมาที่แถวที่ 1 อีก วนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เรียกการวนว่า “การสแกน”
  • Keyboard notebook ต่างจากพีซี ตรงที่จะมีสายแพ(ATA) ซึ่งส่งข้อมูลแบบparallel แต่ deskopส่งแบบserial
  • เวลาจะซื้อให้ลองกด ดูว่าคล่องมือไหม

[edit] Mouse

  1. Mouse แบบลูกกลิ้ง
    • มีลูกกลิ้งที่ต่อเข้ากับแผ่นจ่ายที่ตั้งแนวนอน (โดยเป็นแผ่นจานที่มีรูที่มีระยะห่างตายตัว)
    • เมื่อมีการหมุน แสงที่ส่องจะมีการกระพริบ
    • การชี้mouseไปทาง ซ้าย – ขวา เกิดจากมีเซนเซอร์แสง 2 ตัวตั้งเบี่ยงกัน โดยจะมีแสงตัดไม่พร้อมกัน เมื่อเลื่อนช่องของแสงตัดผ่านเซนเซอร์ตัวไหนก่อนจะทำให้บอกได้ว่าหมุนซ้าย-ขวา การตรวจสอบแบบนี้เรียกว่า “Encorder”
  2. Mouse แบบใช้แสง
    • รุ่นแรก Mouse จะต่ออยู่บนแผ่นรองพิเศษ โดยถ้าแผ่นรองหายก็ทิ้งmouse ไปได้เลย แบบว่าจะใช้ไม่ได้เลย
    • รุ่นใหม่ ไม่ต้องใช้แผ่นรองใช้ระบบ Image Procesing มี CMOS Sensor คล้ายในกล้องdigital แต่ว่ามีความละเอียดน้อยกว่า โดย เซนเซอร์ตัวนี้จะถ่ายรูปพื้นเหมือนถ่ายหนัง โดยเป็นการถ่ายภาพนิ่งแบบเร็วๆ แล้วประมวลว่าmouse ไปทางไหน โดยดูจากความแตกต่างของแต่ละเฟรม
    • ข้อเสีย เมื่อไหร่ที่เจอพิ้นผิวแบบ mono คือพื้นผิวที่เหมือนกันมากๆ เช่นกระจก .

[edit] อุปกรณ์ Output

[edit] Printer

[edit] Dot Matrix

  • มีส่วนที่เป็นห้วพิมพ์ที่เป็นเข็มเรียงกันอยู่ในแนวตั้ง มี 2 แบบคือ แบบ 9 เข็ม และแบบ24 โดยจะมี 2 แถว แถวละ 12 เข็มเยื้องกัน
  • มีโอกาสที่กระดาษจะติด
  • ข้อควรระวัง คือ จะต้องปิดเครื่องหลังกระดาษติด ห้ามดึงกระดาษ เพราะว่าจะทำให้เข็มหักได้

[edit] Laser Printer

  • ใช้หลักเหมือนเครื่องถ่ายเอกสาร โดยใช้หลักไฟฟ้าสถิต
  • มีลูกกลิ้ง 3 กลุ่ม และมี ตลับหมึกติดกับลูกกลิ้ง
  • เวลาพิมพ์
    1. เครื่องจะสแกนตัวที่จะพิมพ์แล้วทำให้ลูกกลิ้งมีประจุลบ (ใช้ไฟฟ้าสถิตร่างภาพบนลูกกลิ้ง)
    2. ใช้เลเซอร์ ยิงตามลูกกลิ้งจะทำให้จุดนั้นประจุไฟฟ้าหายไป
    3. ลูกกลิ้งจะถูกทำให้ผ่านผงหมึกที่มีประจุลบ
    4. จุดที่ไม่มีประจุจะติดผงหมึก
    5. จากนั้นผ่านลูกกลิ้งร้อนทำให้หมึกละลายติดกระดาษ
  • Laser สี จะมีการกลิ้งผ่าน 3 รอบ ผ่านแม่สี 3สี (R G B) รวมได้สีขาว บางทีมี 4สี (C M Y K ) cyan ฟ้าอ่อน –magenta ม่วง -yellow black

[edit] Inkjet Printer

  • ใช้วิธีฉีกหมึก โดยพ่นหมึกเป็นละอองเล็กๆ โดยหมึกแบบนี้จะละลายน้ำได้
  • ข้อเสีย คือคุณภาพของการพิมพ์ขึ้นอยู่กับกระดาษ ถ้าเนื้อไม่ละเอียดมากจะไม่สามารถใช้ได้

[edit] Monitor

[edit] จอ CRT <Cathod Ray Tube>

  • เป็นหลอดรังสีประจุลบ โดยรังสีวิ่งไปได้โดยไม่ต้องใช้ตัวกลาง
  • ภายในประกอบด้วยหลอดภาพยาว ด้านหลังมีประจุ e ด้านหน้าจอเป็นกระจกเคลือบด้วยสารเรืองแสง โดยจะเรืองแสงเมื่อถูกยิงด้วย ประจุe
  • ถ้าต้องการให้เกิดการเบี่ยงเบนจะใช้สนามแม่เหล็กที่มีขดลวด เหนี่ยวนำ
  • เมื่อลำ e กวาดผ่าน จุดที่สว่างจะค่อยๆมืด มีการกวาด 2แนว คือแนวตั้งกับแนวนอน
  • ความเร็วที่เหมาะสมในการกวาดคือ72Hz ขึ้นไป
  • ข้อเสีย เวลาภาพเคลื่อนไหวจะเกิด เงา (เป็นเฉพาะรุ่นแรกๆ)
  • ถ้าเป็นจอสีจะมีกลุ่มสีอยู่ 3 จุด และมีปืนยิง 3กระบอก
หมายเหตุ
  • Interlace เป็นการสแกนสลับ โดยความถี่ของทีวีที่บ้าน จะประมาณ 50Hz มี 625 แถว เกิดการเหลือมกันของการสแกน โดยมีการสแกนเส้นคี่ก่อนเส้นคู่

[edit] จอ LCD <Liquid Crystal Display>

  • ใช้หลักการ นึกถึงแผ่นโพลาลอยด์ ที่ยอมให้มีการ Polarization ด้านเดียว โดยจะมีการสแกนแบบ Matrix
  • ต่างจาก CRT ตรงที่ ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง เหตุที่มองเห็นเพราะว่ามีเงาด้านหลังออกมา <back Light>
  • กระบวณการทำงาน คือมีแผ่นโพลารอยด์ แนวตั้ง+นอน มีผลึกของเหลว ถ้ามีการปล่อยพลังงานจะมีการบิดตัว เมื่อปล่อยสนามไฟฟ้าไปจะเกิดการเรียงตัวใหม่ โดยจุดที่มีการเปลี่ยนจะเกิดภาพ เพราะว่าแสงผ่านแผ่นได้
  • เมื่อไม่มีแสง
    1. ใส่แผ่นสะท้อนไว้ด้านหลัง เช่นหน้าปัดนาฬิกา
    2. ใส่แหล่งกำเนิดแสงด้านหลัง
  • ข้อเสียของแผ่นโพลารอยด์ คือเวลามองเฉียงๆ จะมีคุณภาพลดลง และมีมุมมองของภาพแคบ
  • เวลาซื้อให้ทดสอบโดยเปิดจอสีดำล้วน หรือขาวล้วน โดยการรับประกันจะเกิดเมื่อเกิดเป็นจุดติดๆกัน
  • จอสี จะใช้แสงส่องโดยใส่ filter สี


  • TFT(Thin Film Transistor) LCD
  • เนื่องจากการใช้กระแส ไฟฟ้าเพื่อให้ liquid บิด(เพื่อให้แสงผ่านได้) ของ LCD ปกติทำด้วยวิธีการ scan แบบ matrix
  • ซึ่งอาจทำให้ภาพที่ได้ไม่ชัดเพราะว่า ตำแหน่งจุดที่อยู่ข้างๆ อาจจะได้รับไฟไปด้วย (ซึ่งทำให้แสดงแสงซ้อนกัน)
  • ประมาณว่า ไฟวิ่งผ่านไปทั้งแกน y จนกว่า จะเจอที่มาตัดจาก แกน x
  • TFT เป็นแผ่น transister ที่ทำหน้าที่คล้ายๆ ตัวเก็บประจุ ซึ่งสามารถส่งไฟในตำแหน่งใดๆ ของแผ่นได้เลย
  • เมื่อนำ TFT มา สอดขนาบ liquid ทำให้ได้ภาพที่ชัดกว่า

------------------------ : ตัวกรองแสง(แผ่นpolariod)
********************//// : สอดอันนี้
------------------------ : ชั้น Liquid
********************//// : สอดอันนี้
------------------------ : ตัวกรองแสง(แผ่นpolariod)

  • เมื่อมีการสแกนผ่านผลึกจะมีสารเรืองแสง แต่ไม่มีสารที่มีคุณสมบัติตามต้องการจึงมีการใช้ Thin Film Transistor มาเพิ่ม (เป็น LCD แบบ Active)
  • Thin Film Transistor ทำให้เกิดโครงสร้างระฆังคว่ำเบ้ซ้าย มีการใส่วงจรเข้าไป โดยใส่ไฟแรงสูงจากนั้นค่อยๆปล่อย โดยวงจรนี้จะทำงานกับจุด 1 จุดเท่านั้น ทำให้มีข้อเสียคือ ถ้าวงจรเสีย จุดวงจรก็จะเพี้ยน เกิด death pixel, bright pixel (งงหว่ะ)

[edit] จอ OLED <Organic Light Emitting Diode>

OLED monitor
OLED monitor
  • OLED เป็นสารกึ่งตัวนำที่นำมาใช้เป็นสารประกอบอินทรีย์
    • แต่ละจุดของจอประกอบด้วยจุดย่อยๆที่เปล่งแสงได้ด้วยตัวมันเอง
    • LED < Light Emitting Diode> มีการเปล่งแสงโดยการเปลี่ยนของ วาเลนซ e เปลี่ยนวงโคจร จะทำให้ไม่เกิดความร้อนและมีประสิทธิภาพสูง แต่ยังไม่ได้รัยความนิยม เพราะว่ายังไม่สว่างพอ
    • ข้อดี คือเป็นแผ่นบาง โค้งงอได้ ข้อเสียคือ แพง
Personal tools